ชั้น 12 RS TOWER
16:00
ยก Laptop มานั่งเอกเขนกอยู่ในห้องสมุดของออฟฟิสมาค่อนวัน
หลงรักมุมนี้ของออฟฟิสมากเป็นพิเศษ
ผนังปูนทึบหนาถูกแทนที่ด้วยกระจกหนาบานใหญ่
ทำให้มองเห็นกรุงเทพฯ ในมุมสูงได้ชัดเจนแบบ 180 องศา
ห้องนี้เงียบสงบ
และอุดมไปด้วยหนังสือหลายพันเล่ม
หลงรักออฟฟิสก็เพราะแบบนี้
หนังสือมีราคาที่วางอวดโฉมอยู่ในเอเชียบุ๊ค หรือ Kino
จะได้รับคัดเลือกให้เข้ามาบรรจุอยู่ในชั้นวางหนังสือ
เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลเบื้องต้นสำหรับพนักงาน
มุมอ่านหนังสือที่ระบบ wireless Lan ครอบคลุมถึง
ทำให้พนักงานหลายคนเลือกทำงานที่ห้องนี้มากกว่าโต๊ะทำงาน
ที่มีเสียงโทรศัพท์ดังทั้งวัน
พยายามทำตัวให้ยุ่ง เพื่อจะได้ไม่ฟุ้งซ่านกับสมอง
แต่มันไม่ยุ่ง งานที่จบมันได้ก่อนเที่ยงของวันทำให้ทั้งวัน
ใช้เวลานั่งมองกรรมกรก่อสร้างบนตึกข้างๆ
ลูกเมียที่บ้านเขาจะรู้หรือเปล่านะว่าเขาเสี่ยงอันตรายแค่ไหน
"ไม่มีลาวก็ไม่มีตึกสูงๆ ให้พวกมึงอยู่หรอก"
เพื่อนหนุ่มคนหนึ่งที่ภูมิใจในความเป็นลูกอีสานของตัวเองมักพูดให้ฟังอยู่เสมอ
เขารักและหวงแหนแกมภูมิใจในความเป็นคนอีสานของเขา
และมักถ่ายทอดเรื่องราวในสมองออกมาเป็นบทความ หรือ หนังสั้นอยู่ร่ำไป
เรื่องราวหนีไม่พ้นคนชนชั้นกรรมกร และ ความเป็นลาว
ความคิดดี . . . เรามันบ้านนอกเหมือนกัน
ช่วงนี้ฉ่ำกับความสุข
สุขกับตัวเอง
ดูหนังมากกว่า สามเรื่องต่อวัน
ติดจอทีวี มากกว่า จอคอมพิวเตอร์
เหมือนมีพลังดึงดูด
เริ่มเอียนหนังฝรั่งเศสพอพอกับเบื่อเพลง Bossa
หนังทำให้แตกยอดความคิดไปในแง่มุมต่างๆ
Bullets Over Broadway ของวูดดี้ อัลเลน
และ
Blue, White, Red ที่กำกับโดย Krzysztof Kieslowski ยังตรึงอยู่ในสมอง
ดูหนังเยอะและชอบเอามาแชร์ความคิดกับเพื่อนที่ทำงาน
ก็พอจะมีคอหนังขั้นเซียนให้ถกเถียงกันอยู่บ้าง
เพื่อนถามว่า ทำไม่ไม่เขียน review หนัง
อืม . . . ไม่ละ หนังมันเป็นโลกอีกโลกที่คนเราแตกแขนงความคิดได้ไม่เหมือนกัน
บางทีดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่มองตัวละครไม่เหมือนกัน
สุดท้าย ตัวคนดูเท่านั้นที่ตัดสิน
ไม่งั้น "หนังตลกดาษดาษ" ในความคิดของฉัน
ทำไมโกยรายได้มหาศาลจาก Box Office
นั่นไงก็เพราะว่าฉันอาจเป็นชนกลุ่มน้อยก็เป็นได้
ฉันจึงยังไม่หาญกล้า ชี้นำ หรือ หยิบเหยาะ
ความรู้สึกที่มีกลั่นกรองออกมาเป็นบทความได้
เหมือนบทเพลง ที่ไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า เพลงไหนเป็นอย่างไร
เพราะหูคนเราโสตประสาทไม่เท่ากัน
เพลงที่คนส่วนมากบอกโครตเพราะ
แต่ฉันอาจฟังไม่ได้
เพลงที่ฉันบอกว่าโครตเพราะ
คนส่วนมากก็อาจฟังไม่ได้เช่นกัน
"มึงมันเหมาะกับเพลง Bossa ที่สุดแล้ว" ไอ้ยักษ์บอกว่าอย่างนี้
รู้ได้ไง บางทีฉันชอบเพลงลูกทุ่งจะตายไป . . .
ไม่ดูหนัง ไม่ฟังเพลง ก็อ่านหนังสือ
ตอนนี้วางมือไม่ลงกับ
"อย่างน้อยที่สุด เป็นเอก รัตนเรือง"
ที่สัมภาษณ์โดยนักเขียนในดวงใจ "วรพจน์ พันธ์พงษ์"
"พี่รู้ว่าเราชอบ วรพจน์ พันธ์พงษ์ แต่เราต้องอ่านมุมมองความคิดของเป็นเอก"
พี่ดกซื้อหนังสือเล่มนี้ให้อ่าน
ปกติจะอ่านหนังสือรอบแรกอย่างผ่านตา แล้วกลับมาอ่านรอบที่สอง สาม สี่ อย่างละเอียด
แต่สำหรับเล่มนี้ ฉันต้องนั่งแกะประเด็นทีละบรรทัด เส้นไฮไลต์สีชมพูที่ถูกขีดลงในประโยคโดนใจ
และตั้งใจอ่าน เพราะฉันชอบความคิดเรื่องการชอบอยู่คนเดียวของเป็นเอก และมุมมองแบบ Dark Dark ของเขา
แนะนำให้อ่านค่ะ
"ความรักมีปัญหากับผมมาทั้งชีวิต ผมคิดว่าคนเราต้องเต็มด้วยตัวเองก่อน แล้วความรักคือน้ำหวานที่หยอดลงมา เป็นโบนัสชองชีวิต ทำไมต้องเอาอีกคนไปเป็นครึ่งแก้วที่เหลือ เป็นปัญหาโลกแตกสำหรับชีวิตผมมาก
ความรักเป็นโบนัส พอคิดได้แบบนี้คุณกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวในสายตาคนอื่นทันที เพราะคุณไม่ต้องการแฟนตลอดเวลา สำหรับผมคำว่า "เห็นแก่ตัว" ไม่นับว่าเป็นสิ่งไม่ดี เพราะถ้าไม่เห็นแก่ตัว แล้วใครจะมาเห็นแก่ผม ตอนกูเกิด กูเกิดมากับมึงเหรอ โอเค โดยความหมายมันไม่ได้หยาบขนาดนั้น หรือตัวใครตัวมันขนาดนั้น และยิ่งพูดแบบนี้ยิ่งดูไม่แคร์ แต่มันเป็นข้อเท็จจริงของชีวิต
ทำไม กินข้าวคนเดียวมันผิดตรงไหน กินด้วยความรู้สึกว่าไม่มีปมด้อย ดูหนังคนเดียวผิดยังไงหรือ ทุกคนควรทำให้มันเป็นปกติ แล้วถ้าวันไหนมากินด้วยกัน ก็ถือเป็นโบนัส สนุกมาก ทำไมไม่คิดแบบนี้ มันยากนักเหรอ"
เป็นเอก รัตนเรือง หน้าที่ 187 - 188
18:00
คนงานก่อสร้างทยอยเดินกลับบ้าน
เขาคงเหน็ดเหนื่อยมากสำหรับวันนี้
ลูก เมีย คงรอเขาทานข้าวเย็นที่บ้าน
เหนื่อยแค่ไหน ก็ยังมีคนรอทานข้าว
สำหรับฉันไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรเลย และคงไม่มีใครรอทานข้าว . . .
มันก็แฟร์ดีแล้ว ว่ามั้ย?
+ ฟังเพลงนี้คิดถึงบ้านนอกจริงจริง อยากไปนั่งริมปิง ขอให้หนาวเร็วๆ เถอะ สาธุ !
+ วัดจากจำนวนคนที่เข้ามาอ่านต่อวัน เยอะมากจริงๆ แต่ไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร ยังไง Register ทิ้งไว้ก็ดีเหมือนกันนะคะ จะได้ตามอ่านมุมมองของพวกคุณบ้าง